แต่จะเข้าเรื่องเข้าประเด็นเลย ว่าได้ฟังนิทานนี้แล้วรู้สึกยังไง
ก่อนจะนึกไปไกลถึงเรื่องข้อคิดของนิทาน
ขอตีความ (symbolic meanings) ให้กับสิ่งต่างๆ ในเรื่องก่อน
เพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน ไม่มีข้อสงสัย หรือผิดพลาดไป
โดยเฉพาะคนอ่านที่อาจจะไม่สันทัดเรื่องธรรมะ
คนทั้งสามคน ก็เปรียบได้เหมือนกับคนนั่นแหละ
ส่วนตัวตะเกียง ก็เปรียบได้ดั่ง ประทีปส่องธรรม
ประทีปคือดวงไฟ.. โดยนัยคือ ไฟแห่งปัญญา
ส่วนธรรมนั้น ก็คือธรรมชาติ คือความเป็นธรรมดาของสิ่งรอบตัว
คือสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้น ต่อหน้าต่อตาทุกคนอยู่ตลอดเวลา
ฉะนั้น โดยย่อแล้ว ประทีปส่องธรรม
ก็คือ ปัญญาส่องโลก
หรือ ปัญญารู้แจ้งโลก นั่นเอง
ความรู้สึกแรกของผม จะเป็นอย่างที่แทบทุกคนที่ได้ฟังเนื้อเรื่องเป็นกัน
คือ มุ่ง focus ไปที่ตัวคนตาบอด เพราะตัวละครนี้เป็นตัวเดินเรื่อง
ความเห็นที่ได้ ก็จะคล้ายๆ กับพ่อและแม่
คือการให้ตะเกียงกับคนตาบอด ที่ไม่มีความสามารถจะรักษาไฟในตะเกียงได้ นั้น
เปรียบเสมือนการให้ธรรมะ กับผู้ที่ไม่มีความสามารถที่จะรักษาธรรมไว้ได้
แต่พอนึกได้อย่างนี้ ความรู้สึกที่ตามมาคือ
“ไม่สิ มันต้องมีมากกว่านี้”... ที่รู้สึกอย่างนี้ ก็เพราะว่า
ถ้าเปรียบเปรยคนตาบอดเป็นคนพาล หรือคนปัญญาทราม
แล้วเปรียบเปรยคนตาดีคนแรก ว่าเป็นคนมีปัญญา
แล้วคนตาดีคนที่สามล่ะ จะอยู่ในข่ายไหน?
คือถ้าเขาไม่ใช่หนึ่งในคนพาล (ซึ่งก็ไม่น่าใช่ เพราะเขายังมีตาดีอยู่)
แล้วเขาจะเป็นหนึ่งในกลุ่มไหน..
พอไล่เรียงมาถึงจุดนี้ ก็ทำให้กระหวัดนึกไปถึงดอกบัวสี่เหล่า
คือ บัวในโคลนตม บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำ และบัวพ้นน้ำ
พอมองจากมุมของดอกบัว ๔ เหล่านี้ ก็เลยเห็นว่า
คนตาดีคนแรก คือ บัวพ้นน้ำ(อาจจะเป็นบัวบานแล้วก็ได้)
คนตาบอด คือ บัวในโคลนตม
คนตาดีคนหลัง คือ บัวปริ่มน้ำ
จากที่เห็นตรงนี้ จึงสรุปต่อไปได้ว่า
- ถ้ามุ่งประเด็นไปที่คนตาบอด ข้อคิดที่ได้ก็จะเป็น
“คนพาล (แม้ได้รับธรรมมา)ย่อมไม่สามารถรักษาธรรมไว้ได้” - แต่ถ้ามุ่งประเด็นไปที่คนตาดีคนแรก ข้อคิดที่ได้ก็จะเป็น
“การสอนธรรมควร ดูความพร้อมของผู้รับธรรม/เลือกผู้ที่พร้อมรับธรรม” - แต่ถ้ามุ่งประเด็นไปที่คนตาดีคนสุดท้าย ข้อคิดที่ได้ก็จะเป็น
“บุคคลที่อยู่ในวิสัยที่จะบรรลุธรรม
หากยังไม่มีแสงประทีป(แห่งปัญญา)มาส่องตา(ให้เห็นธรรม)
บุคคลนั้นก็จะอยู่ในความมืดมิด ไม่ต่างจากบุคคลปัญญาทรามเลย”
คือรู้สึกว่า เนื้อเรื่องไม่น่าจะมีอะไรแฝงมามากกว่านี้อีกแล้ว
พอคิดตก ถึงได้เห็นว่า นิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานประเภท “open-end”
คือคิดได้หลายแง่มุม เป็นนิทานที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ
ให้เป็นเรื่องเล่าที่อาจารย์ผู้สอน ไม่สามารถสรุปออกมาเป็นข้อคิดอันเดียวเดี่ยวๆ ได้
ต้องบอกตรงๆ ว่า
ตอนแรกก็ไม่ได้มานึกว่าทำไมถึงรู้สึก “ไม่ complete” อยู่อย่างนั้น
แต่มาตอนนี้ ที่มานั่งนึกดูจริงๆ จึงได้เข้าใจว่า
โดยปกติทั่วไป เนื้อเรื่องของนิทาน จะมีลักษณะเป็น linear มีที่มาที่ไปชัดเจน
และพอเล่าเรื่องจบ ก็สามารถหา theme หลักออกมาได้เพียงหนึ่งเดียว
แต่ด้วยเพราะเนื้อเรื่องของนิทานอันนี้ มันขาดความ clear cut ที่มีในนิทานเรื่องอื่นๆ
จึงทำให้เกิดความรู้สึก อยากหาคติธรรมเพิ่มเติมเข้าไปเรื่อยๆ
วันนี้ พ่อกับแม่ไปหาท่านมา ก็ได้รับคำอธิบายมาคล้ายๆ กัน
คือนิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด
และคำตอบที่ได้ออกมาก็ไม่มีคำตอบไหนผิดหรือถูก
พอรู้อย่างนี้แล้ว จึงนับถือคนแต่งมาก
เพราะมันเป็นนิทานที่สะกิดต่อมความคิดให้คันตะหงิดๆ ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่จริงๆ :-P
2 comments:
เออ ตีความแบบอ๊อฟก็make senseแฮะ :P
ตอนแรกแม่เล่าความคิดอ๊อฟให้ฟัง.. แต่ก็ไม่ค่อยครบ อ้อมเลยไม่ค่อยเข้าใจว่าคนตาดีคนสุดท้ายทำไมอ๊อฟถึงตีความเป็นบัวปริ่มน้ำ.. มาอ่านแล้วถึงเข้าใจ :)
น่าสนใจว่าคนอื่นๆจะตีความยังไง :)
ได้มองหลายมุมดี
คุ้นมากๆ เลย ;P
ในไซเล้งนี้ ผมยอมรับอ่ะ ว่าซีเรียสเกินไปจริงๆ
เพราะผมกลัวว่าประเด็นความแม่นยำของหนังสือ
จะโดนกลบด้วยประเด็นการอ่านใจตัวเอง
เขียนๆ ไปก็เลยออกมาในโทนนั้นอ่ะ
นึกๆ อยู่เหมือนกันว่ามันไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ -.-"
อีกส่วนนึงที่อาจจะทำให้ผมดูดุดันขึ้นกว่าเก่า
ก็คงเพราะตั้งแต่ผมไปช่วยดูแลเด็กค่ายธรรมะมา
ก็รู้สึกขึ้นมาว่า ถ้าสอนอะไรผิดแล้วเด็กจำได้แม่น
การจะมาปรับเปลี่ยนแนวคิดเค้าทีหลัง เป็นเรื่องยาก
พอมาเจออะไรประมาณนี้
ก็เลยรู้สึกว่า ถ้าเค้าอุตส่าห์สนใจธรรมะแล้ว
แต่เนื้อหาที่เค้าได้รับมาจากหนังสือยังผิดอีก
อย่างนี้มันอาจทำให้คนที่จะเดินตรงทางแล้ว ต้องเขวไปอีกอ่ะ
จริงๆ ตัวผมเอง
ก็ไม่ได้อ่านหนังสือของคุณศ. เค้าทั้งหมด
ฉะนั้น ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าเค้าเขียนผิดไปเยอะหรือเปล่า
แถมข้อธรรมที่สูงมากๆ ที่คุณศ. กล่าวไว้
แม้คนอ่านไปถึงจุดๆ นั้นได้จริง
เค้าก็อาจจะลืมหนังสือพวกนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
(เพราะเค้าน่าจะอ่านใจตัวเอง มากกว่าอ่านหนังสือไปแล้ว)
ฉะนั้น ในทางปฏิบัติ ผลกระทบก็อาจจะไม่เยอะมากอย่างที่คิด
แต่พอเห็นแล้ว มันก็ยังอดไม่ได้อยู่ดีอ่ะนะ -.-"
Post a Comment